บทนำ
ระบาดวิทยา
ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงในทวีปเอเชียอยู่ที่ประมาณ 49.4% ในผู้ชาย และ 43.6% ในผู้หญิง
ในประเทศไทย ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 21% ในปี 2003 เป็น 25% ในปี 2014
ภาวะความดันโลหิตสูงยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในทวีปเอเชีย แม้ว่าระดับการตระหนักรู้ การได้รับการรักษา และการควบคุมความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
พยาธิสรีรวิทยา
การควบคุมระดับความดันโลหิตเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลไกทางสรีรวิทยาหลายประการ ได้แก่ arterial baroreceptors, ระบบ renin-angiotensin-aldosterone system (RAAS), atrial natriuretic peptide, endothelins รวมถึง mineralocorticoid และ glucocorticoid steroids ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อควบคุมระดับการหดตัวหรือการขยายตัวของหลอดเลือดในระบบไหลเวียนโลหิต และควบคุมการกักเก็บน้ำและโซเดียมเพื่อรักษาปริมาตรเลือดที่ไหลเวียนให้เพียงพอ ความผิดปกติของกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้
การกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกมีบทบาทในการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง โดยส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือดและการปรับโครงสร้างของหลอดเลือด (vascular remodeling) กระตุ้นการสร้าง renin ในไตผ่านตัวรับ beta 1 adrenergic receptors บริเวณ juxtaglomerular apparatus และเพิ่มการดูดกลับโซเดียมในไต รวมถึงส่งเสริมการอักเสบ
กลไกของไตที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูงมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงไต ซึ่งกระตุ้นระบบ RAAS หรือจากความเสียหายเชิงโครงสร้างของเนื้อไต (renal parenchyma) ส่งผลให้การขับโซเดียมลดลง และทำให้ปริมาตรเลือดภายในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
สาเหตุการเกิดโรค
ปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การมีกิจกรรมทางกายหรือสมรรถภาพทางกายในระดับต่ำ ความผิดปกติของการนอนหลับ ความเครียดทางจิตสังคม ความแปรผันทางพันธุกรรม รวมถึงมลพิษทางอากาศ
นอกจากนี้ ยาหลายชนิดอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ได้แก่ ยาลดคัดจมูก, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), acetaminophen, amphetamines, ยาต้านเศร้า (antidepressants), ยาต้านโรคจิตกลุ่ม atypical antipsychotics, ยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressants), ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน, systemic corticosteroids, ยายับยั้ง angiogenesis และ tyrosine kinase inhibitors, androgen deprivation therapy หรือ androgen receptor antagonists
ทั้งนี้ การหยุดยาอย่างฉับพลัน เช่น clonidine และ tizanidine รวมถึงการใช้สารเสพติดเพื่อสันทนาการ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรก็อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน
การจำแนกโรค
การจำแนกระดับความดันโลหิตควรพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของการวัดความดันโลหิตขณะนั่งอย่างถูกต้องอย่างน้อย 2 ครั้ง ในการเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลอย่างน้อย 2 ครั้ง
ปัจจุบันมีแนวทางเวชปฏิบัติหลายฉบับที่ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการนิยามภาวะความดันโลหิตสูง¹
| การจำแนกระดับความดันโลหิตตามแนวทาง 2025 AHA/ACC/AANP/AAPA/ABC/ACCP/ACPM/AGS/AMA/ASPC/NMA/PCNA/SGIM*² | SBP (mmHg) DBP (mmHg) |
| ปกติ | <120 และ <80 |
| สูงกว่าปกติ | 120-129 และ <80 |
| ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 | 130-139 หรือ 80-89 |
| ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 | ≥140 หรือ ≥90 |
| การจำแนกระดับความดันโลหิตตามแนวทาง ESC ปี 2024² | SBP (mmHg) DBP (mmHg) |
| ไม่สูง (Non-elevated) | <120 และ <70 |
| สูงกว่าปกติ (Elevated) | 120–139 และ/หรือ 70–89 |
| ความดันโลหิตสูง (Hypertension) | ≥140 และ/หรือ ≥90 |
| ความดันโลหิตสูงชนิดตัวบนสูงอย่างเดียว (Isolated systolic hypertension; ISH) | ≥140 และ <90 |
¹ คำแนะนำอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โปรดศึกษาข้อมูลจากแนวทางเวชปฏิบัติของหน่วยงานสาธารณสุขในประเทศที่เกี่ยวข้อง
² ผู้ใหญ่ที่มีค่า SBP และ DBP อยู่ในระดับการจำแนกที่แตกต่างกัน ให้จัดอยู่ในระดับความดันโลหิตที่สูงกว่า
เอกสารอ้างอิง: 2025 American Heart Association (AHA)/American College of Cardiology (ACC)/American Association of Nurse Practitioners (AANP)/American Academy of Physician Associates (AAPA)/Association of Black Cardiologists (ABC)/American College of Clinical Pharmacy (ACCP)/American College of Preventive Medicine (ACPM)/American Geriatrics Society (AGS)/American Medical Association (AMA)/American Society of Preventive Cardiology (ASPC)/National Medical Association (NMA)/Preventive Cardiovascular Nurses Association (PCNA)/Society of General Internal Medicine (SGIM). Guideline for the Prevention, Detection, Evaluation, and Management of High Blood Pressure in Adults.
**เอกสารอ้างอิง: 2024 European Society of Cardiology (ESC). Guidelines for the Management of Elevated Blood Pressure and Hypertension
ระยะของภาวะความดันโลหิตสูง
• ระยะที่ 1: ภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน (ไม่พบความเสียหายของอวัยวะที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง [hypertension-mediated organ damage; HMOD] โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว [established cardiovascular disease; CVD] หรือโรคไตเรื้อรัง [chronic kidney disease; CKD] ระยะ ≥3)
• ระยะที่ 2: พบความเสียหายของอวัยวะที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3
• ระยะที่ 3: พบโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว หรือโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 หรือ 5
