Hypertension ความดันโลหิตสูง Disease Summary

Last updated: 10 June 2026

ภาพรวม

ความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นคำศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้เรียกภาวะความดันโลหิต (blood pressure; BP) สูง ดังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ ‘บทนำ’ ภาวะนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งได้อธิบายรายละเอียดไว้ในหัวข้อ ‘พยาธิสรีรวิทยา

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ประมาณการว่ามีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกอายุ 30-79 ปี ประมาณ 1.28 พันล้านคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โดยประมาณสองในสามของผู้ป่วยเหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติการณ์และความชุกของโรคในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคได้รวบรวมไว้ในหัวข้อ ‘ระบาดวิทยา

ปัจจุบันมีแนวทางเวชปฏิบัติและข้อแนะนำจากองค์กรวิชาชีพหลายแห่งที่ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการกำหนดนิยามของภาวะความดันโลหิตสูง ความแตกต่างของเกณฑ์การจำแนกค่าความดันโลหิตได้อธิบายไว้ในหัวข้อ ‘การจำแนกโรค’ รวมถึงระดับความรุนแรงหรือระยะต่าง ๆ ของภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งได้กล่าวไว้ในหัวข้อนี้เช่นกัน

Hypertension_Disease SummaryHypertension_Disease Summary

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

ควรมีการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดตั้งแต่การเข้ารับการตรวจครั้งแรก โดยอาการและอาการแสดง รวมถึงปัจจัยที่ควรพิจารณาในการประเมินผู้ป่วย ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ การซักประวัติ และ การตรวจร่างกาย

การวัดความดันโลหิตอย่างถูกต้องทั้งภายในและนอกสถานพยาบาลมีความสำคัญต่อการคัดกรองผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการวัดความดันโลหิต ระดับความดันโลหิตที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูงในแต่ละบริบท รวมถึงการคัดกรองหาสาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูงทุติยภูมิและการประเมินความเสียหายของอวัยวะเป้าหมาย ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ การคัดกรองโรค

การวินิจฉัย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ รวมถึงการวินิจฉัยทางภาพที่ควรพิจารณาในการประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ และ การวินิจฉัยทางภาพ

ควรพิจารณาวินิจฉัยแยกโรคเพื่อคัดแยกสาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (secondary hypertension) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยมากหรือสูงอายุมาก ซึ่งสาเหตุต่าง ๆ ได้ระบุไว้ในหัวข้อ การวินิจฉัยแยกโรค

การจัดการและการรักษา

ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ ความเสียหายของอวัยวะเป้าหมาย ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease; CVD) หรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อพยากรณ์โรค โดยรายละเอียดได้อธิบายไว้ในหัวข้อ ‘การประเมินโรค’ นอกจากนี้ หัวข้อนี้ยังกล่าวถึงการจัดระดับความเสี่ยงเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการและรักษาภาวะความดันโลหิตสูง รวมถึงการติดตามผลในระยะต่อมา

เป้าหมายการรักษา ระดับความดันโลหิตเป้าหมาย การเริ่มต้นรักษาและแผนการรักษา รวมถึงการเลือกใช้ยาลดความดันโลหิต ได้อธิบายโดยละเอียดไว้ในหัวข้อ ‘หลักการรักษา

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เลือกใช้ยาจาก 3 กลุ่มต่อไปนี้เป็นยาลดความดันโลหิตขนานแรก ได้แก่ angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors หรือ angiotensin receptor blockers (ARBs), calcium antagonists และยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide และ thiazide-like โดยรายละเอียดของยาแต่ละกลุ่มได้อธิบายไว้ในหัวข้อ ‘การรักษาด้วยยา’ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงยาลดความดันโลหิตกลุ่มอื่น การใช้ยาลดความดันโลหิตหลายชนิดร่วมกัน และแนวทางการจัดการภาวะความดันโลหิตสูงดื้อยาในหัวข้อนี้ด้วย

มีแนวทางการรักษาโดยไม่ใช้ยาหลายประการที่ควรพิจารณาและอาจช่วยในการจัดการภาวะความดันโลหิตสูง เช่น การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย (เช่น การวัดและติดตามความดันโลหิต) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (เช่น การลดและควบคุมน้ำหนัก การปรับเปลี่ยนอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการหยุดสูบบุหรี่) โดยรายละเอียดได้อธิบายไว้ในหัวข้อ ‘การรักษาโดยไม่ใช้ยา

แนะนำให้มีการประเมินการควบคุมความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินประสิทธิผลของการจัดการและการรักษาที่ได้รับ รวมถึงตรวจหาความเสียหายของอวัยวะที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง โดยรายละเอียดได้อธิบายไว้ในหัวข้อ ‘การติดตามผล

คำถามที่พบบ่อย

ความดันโลหิตในผู้ใหญ่จำแนกระดับอย่างไร?

การจำแนกระดับความดันโลหิตพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของการวัดความดันโลหิตในท่านั่งที่วัดอย่างถูกต้องอย่างน้อย 2 ครั้ง จากการตรวจอย่างน้อย 2 ครั้งต่างวาระกัน โดยเกณฑ์ปี 2025 ของ American Heart Association/American College of Cardiology (AHA/ACC) กำหนดความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 ที่ค่า systolic 130–139 mmHg หรือ diastolic 80–89 mmHg และระยะที่ 2 ที่ค่าอย่างน้อย 140/90 mmHg ส่วนเกณฑ์ของ European Society of Cardiology (ESC) ปี 2024 กำหนดความดันโลหิตสูงที่ค่าอย่างน้อย 140/90 mmHg อ่านเพิ่มเติม

หลังการคัดกรอง ควรยืนยันการวินิจฉัยความดันโลหิตสูงอย่างไร?

โดยทั่วไปควรยืนยันการวินิจฉัยด้วยการวัดความดันโลหิตซ้ำภายใน 1–4 สัปดาห์ หรือพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของการวัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ครั้งในแต่ละครั้งที่มาตรวจ หากความดันโลหิตสูงมากอย่างชัดเจน หรือพบโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือความเสียหายของอวัยวะเป้าหมาย ควรประเมินซ้ำในระยะเวลาที่สั้นลง นอกจากนี้ แนะนำให้ใช้การวัดความดันโลหิตที่บ้านหรือการติดตามความดันโลหิตแบบต่อเนื่องนอกสถานพยาบาล เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและตรวจหาภาวะความดันโลหิตสูงที่พบเฉพาะเมื่อมาพบแพทย์หรือภาวะความดันโลหิตสูงที่ตรวจพบจากการวัดนอกสถานพยาบาล อ่านเพิ่มเติม

ยาชนิดใดเป็นยาหลักที่แนะนำสำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง?

ยาลดความดันโลหิตที่แนะนำเป็นยาหลัก ได้แก่ angiotensin-converting enzyme inhibitors (ACE inhibitors), angiotensin receptor blockers (ARBs), calcium antagonists และยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide หรือ thiazide-like การเลือกยาควรพิจารณาจากอายุ โรคร่วม การตอบสนองต่อการรักษาก่อนหน้า อาการไม่พึงประสงค์ ปฏิกิริยาระหว่างยา ศักยภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ความสามารถในการเข้าถึงยา และความเหมาะสมด้านค่าใช้จ่าย โดย ACE inhibitors หรือ ARBs เหมาะเป็นพิเศษในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดช่วยควบคุมความดันโลหิตได้?

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและรักษาความดันโลหิตสูง โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ลดการบริโภคเกลือ เลือกรับประทานอาหารแบบ Mediterranean diet หรือ DASH diet ออกกำลังกายแบบแอโรบิกและฝึกแรงต้านอย่างสม่ำเสมอ จำกัดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ และหยุดสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ควรได้รับโพแทสเซียมจากอาหารเป็นหลัก โดยต้องระมัดระวังในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือผู้ที่ได้รับยาซึ่งลดการขับโพแทสเซียม อ่านเพิ่มเติม

ควรนัดติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูงบ่อยเพียงใด?

โดยทั่วไปควรนัดติดตามทุกเดือนหรือบ่อยกว่านั้นในช่วง 3 เดือนแรกหลังเริ่มการรักษา เมื่อสามารถควบคุมความดันโลหิตได้คงที่แล้ว อาจพิจารณานัดติดตามปีละครั้งได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก หรือมีความเสียหายของอวัยวะเป้าหมายจากความดันโลหิตสูงหรือมีมาก่อน ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น การติดตามควรประเมินความร่วมมือในการรักษา อาการไม่พึงประสงค์ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผลการตรวจร่างกาย การควบคุมความดันโลหิต และความจำเป็นในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อ่านเพิ่มเติม