Molecular structure pattern

Anal fissure แผลปริขอบทวารหนัก Initial Assessment

Last updated: 05 March 2026

การซักประวัติ

อาการของแผลปริขอบทวารหนักมักได้จากการซักประวัติ และมีลักษณะค่อนข้างจำเพาะ อาการที่พบ ได้แก่ อาการปวด ซึ่งมักมีอาการแม้ในขณะพัก และจะปวดรุนแรงขณะขับถ่าย ผู้ป่วยอาจบรรยายความรู้สึกขณะขับถ่ายว่าเหมือนมีมีดโกนบาด

นอกจากนี้ อาการปวดหรือแสบร้อนอาจยังคงอยู่นานหลายชั่วโมงหลังขับถ่าย ในบางรายอาจพบเลือดสีแดงสดปนมากับอุจจาระหรือติดบนกระดาษชำระ อย่างไรก็ตาม การมีเลือดออกปริมาณมากพบได้ไม่บ่อย

Anal Fissure_Initial Assessment_2Anal Fissure_Initial Assessment_2

การตรวจร่างกาย

1. การตรวจเพื่อให้เห็นแผล
  • แผลปริขอบทวารหนักส่วนใหญ่สามารถมองเห็นได้โดยการแยกแก้มก้นออกจากกันด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างดึงออกจากกัน ขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนคว่ำโดยงอสะโพกและเข่าและยกก้นขึ้น (prone jackknife position)
  • หากไม่สามารถมองเห็นแผลปริขอบทวารหนักได้ การกดเบา ๆ บริเวณกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักด้านหน้าและด้านหลังอาจทำให้เกิดอาการปวดที่มีลักษณะจำเพาะของโรคได้
  • หากพบ sentinel skin tag (sentinel pile) ควรนึกถึงความเป็นไปได้ของแผลปริขอบทวารหนัก แม้จะไม่สามารถมองเห็นแผลได้อย่างชัดเจน
2. การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ
  • การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ (digital rectal examination) ทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง จึงควรเลื่อนการตรวจออกไปในผู้ป่วยส่วนใหญ่
3. ตำแหน่งของ Primary Anal Fissure
  • แผลปริขอบทวารหนักชนิดปฐมภูมิ (primary anal fissure) ส่วนใหญ่พบที่แนวกึ่งกลางด้านหลังของทวารหนัก (posterior midline) และมักสัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหูรูดมีความตึงตัวสูง (sphincter hypertonicity)
  • แผลปริขอบทวารหนักประมาณ 10% พบที่บริเวณด้านหน้า โดยพบ 8% ในผู้ชาย และ 13% ในผู้หญิง
  • ผู้ป่วยส่วนน้อยประมาณ 2-3% อาจมีแผลปริขอบทวารหนักทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลัง
4. Secondary Anal Fissure

แผลปริขอบทวารหนักชนิดทุติยภูมิ (secondary fissure) โดยเฉพาะแผลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาภาวะที่เป็นสาเหตุอยู่เบื้องหลัง

  • มีแผลหลายแผล
  • แผลอยู่ในตำแหน่งผิดปกติที่ไม่ใช่แนวกึ่งกลาง (atypical non-midline positions)
  • แผลหายช้า
  • แผลสัมพันธ์กับภาวะที่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักด้านใน (internal anal sphincter) มีความตึงตัวปกติหรือลดลง

ภาวะหรือโรคที่ควรพิจารณา ได้แก่ Crohn’s disease, มะเร็ง (malignancy) เช่น มะเร็งทางโลหิตวิทยา (hematologic cancer), การติดเชื้อ human immunodeficiency virus (HIV)/กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง (acute immune deficiency syndrome), วัณโรค (TB) และซิฟิลิส (syphilis)

5. การประสานการดูแล 

  • อาจจำเป็นต้องประสานการดูแลร่วมกับแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร, อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซึม, อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา, แพทย์ด้านโรคติดเชื้อ, ศัลยแพทย์, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการปวด และนักกำหนดอาหาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด
6. ข้อควรระวังในการวินิจฉัย
  • แผลปริขอบทวารหนักมักได้รับการวินิจฉัยผิดว่าเป็นริดสีดวงทวารโดยแพทย์ปฐมภูมิ