Molecular structure pattern

Bladder Cancer มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ Management

Last updated: 12 December 2025

การประเมินโรค

ควรประเมินชิ้นเนื้องอก (tumor specimen) ดังต่อไปนี้
  • ระดับความลึกของการลุกลาม (depth of invasion): จำแนกเป็น pT2, pT3a, pT3b หรือ pT4
  • ขอบเขตของชิ้นเนื้อ (margins): โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ radial margin, prostate, ureter, urethra และ peritoneal fat รวมถึง uterus และ vaginal top
  • ชนิดทางจุลพยาธิวิทยา (histological subtype): ในกรณีที่มีผลต่อการวางแผนหรือแนวทางการรักษาทางคลินิก
  • การประเมินต่อมน้ำเหลืองอย่างครอบคลุม (extensive lymph node representation): ควรประเมินต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 9 ต่อม (>9)
  • การลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดในผนังกระเพาะปัสสาวะ: สามารถพิจารณาตรวจเพิ่มเติมได้
  • รูปแบบการลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ: สามารถพิจารณาตรวจเพิ่มเติมได้
แนะนำให้ตรวจ germline testing ตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในครั้งแรก และในช่วงที่โรคกลับเป็นซ้ำ โดยควรเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการเกิดมะเร็งทั้งในครอบครัวและในผู้ป่วย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ germline variants ที่ทราบอยู่แล้ว ณ เวลาที่ได้รับการวินิจฉัย

การตรวจ somatic tumor testing ซึ่งครอบคลุมการตรวจ alterations ของ FGF3 ตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยในครั้งแรกและในช่วงที่โรคกลับเป็นซ้ำ การตรวจ microsatellite instability-high (MSI-H) การประเมิน mismatch repair (MMR) status และการตรวจ immunohistochemistry (IHC) สำหรับ HER2 เป็นการตรวจที่แนะนำให้ทำในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะทุกรายที่มีโรคลุกลามเฉพาะที่ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดออกได้ (locally advanced unresectable) หรือมีโรคแพร่กระจาย (metastatic bladder cancer) สำหรับ somatic tumor testing พบว่าผลการตรวจสามารถใช้ทำนายการตอบสนองต่อการรักษาด้วย Erdafitinib ซึ่งเป็นยาที่ยับยั้ง FGFR (FGFR inhibitor) ได้

การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (Transurethral Resection of Bladder Tumor; TURBT)

การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (TURBT) ร่วมกับการตรวจคลำแบบสองมือภายใต้การดมยาสลบ มีวัตถุประสงค์เพื่อผ่าตัดนำก้อนมะเร็งที่มองเห็นออก เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณก้อนมะเร็งให้มีชั้นกล้ามเนื้อร่วมอยู่ด้วย และประเมินว่ามีการลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อหรือไม่ ทั้งนี้ อาจไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นโรคระยะ Ta ชนิดเกรดต่ำ (low-grade Ta disease) เป้าหมายสำคัญของการทำ TURBT คือการวินิจฉัยทางจุลพยาธิวิทยาและการจัดระยะของโรคให้ถูกต้อง เนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการวินิจฉัยและการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา อาจพิจารณาเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณข้างก้อนมะเร็งชนิด papillary หรือทำ prostate urethral biopsy ในผู้ป่วยที่สงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CIS

อาจทำ TURBT ซ้ำภายใน 6 สัปดาห์ในผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีรอยโรคชนิด papillary หากการผ่าตัดครั้งแรกนำก้อนออกได้ไม่หมด พบว่าไม่มีชั้นกล้ามเนื้อในชิ้นเนื้อที่เก็บได้ (ในกรณีที่เป็นโรคเกรดสูง) พบก้อนขนาดใหญ่ (≥3 cm) หรือมีรอยโรคหลายตำแหน่ง หรือพบรอยโรคระยะ T1

นอกจากนี้ อาจทำ TURBT ซ้ำในผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีก้อนชนิด sessile หรือมะเร็งชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ หากไม่พบชั้นกล้ามเนื้อในชิ้นเนื้อที่เก็บได้ (ในกรณีที่เป็นโรคเกรดสูง) พบรอยโรคระยะ T1 การผ่าตัดทำให้ไม่สามารถประเมินเพื่อจัดระยะของโรคเพิ่มเติมได้ การผ่าตัดนำก้อนออกได้ไม่หมด หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาการรักษาเพื่อสงวนกระเพาะปัสสาวะแบบ trimodality (trimodality bladder preservation therapy) ซึ่งเป็นการรักษาร่วมกันระหว่าง TURBT เคมีบำบัด และการรักษาด้วยรังสี

การประเมินระยะโรคทางพยาธิวิทยา (Pathologic Staging)

ระบบการจัดระยะ Tumor, Node, Metastasis (TNM) ฉบับที่ 8 ของ American Joint Committee on Cancer (AJCC) เป็นระบบที่ใช้ในการจัดระยะโรคอย่างแพร่หลายมากที่สุด การจัดเกรดของก้อนมะเร็ง (tumor grading) เป็นปัจจัยพยากรณ์โรคที่สำคัญ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับโอกาสการกลับเป็นซ้ำและการดำเนินโรค หลังจากทราบระยะและเกรดของก้อนมะเร็งแล้ว การตัดสินใจเลือกการรักษาจะพิจารณาจากความลึกของการลุกลามและขอบเขตของโรค

Primary Tumor
  • Tx – ไม่สามารถประเมินขนาดของก้อนมะเร็งได้
  • T0 – ไม่พบก้อนมะเร็งปฐมภูมิ
  • Ta – มะเร็งชนิด papillary ที่ไม่มีการลุกลาม (non-invasive papillary carcinoma)
  • CIS – “ก้อนมะเร็งชนิดแบน” (flat tumor) หรือ urothelial CIS
  • T1 – ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้น lamina propria หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้เยื่อบุผิว (subepithelial connective tissue)
  • T2 – ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้น muscularis propria หรือชั้นกล้ามเนื้อ
    • pT2a – ก้อนมะเร็งอยู่ในครึ่งชั้นด้านในหรือชั้น muscularis propria ส่วนตื้น (superficial muscularis propria)
    • pT2b – ก้อนมะเร็งอยู่ในครึ่งชั้นด้านนอกหรือชั้น muscularis propria ส่วนลึก (deep muscularis propria)
  • T3 – ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบกระเพาะปัสสาวะ (perivesical tissue)
    • pT3a – ตรวจพบการลุกลามด้วยกล้องจุลทรรศน์ (microscopically)
    • pT3b – ตรวจพบก้อนมะเร็งนอกกระเพาะปัสสาวะด้วยตาเปล่า (macroscopically; extravesical mass)
  • T4 – ก้อนมะเร็งนอกกระเพาะปัสสาวะ ลุกลามเข้าสู่โครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ prostatic stroma, seminal vesicles, uterus, vagina, pelvic wall หรือ abdominal wall
    • T4a – ก้อนมะเร็งนอกกระเพาะปัสสาวะลุกลามเข้าสู่ prostatic stroma, seminal vesicles, uterus หรือ vagina
    • T4b – ก้อนมะเร็งนอกกระเพาะปัสสาวะลุกลามเข้าสู่ pelvic wall หรือ abdominal wall
การประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง (Regional Lymph Node; LN Evaluation) (N)

การประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงครอบคลุมทั้งการประเมินบริเวณที่เป็นทางระบายน้ำเหลืองหลักและบริเวณที่เป็นทางระบายน้ำเหลืองรอง ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ห่างไกล (distant lymph nodes) หมายถึงต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ ที่อยู่เหนือจุดแยกของหลอดเลือด (bifurcation) ทั้งหมด ควรตรวจประเมินต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 9 ต่อม เพื่อให้สามารถระบุระยะ N0 ได้อย่างเหมาะสม
  • Nx – ไม่สามารถประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงได้
  • N0 – ไม่พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง
  • N1 – พบการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง 1 ต่อมในอุ้งเชิงกรานแท้ (true pelvis) ได้แก่ perivesical, obturator, internal iliac, external iliac หรือ sacral LN
  • N2 – พบการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงหลายต่อมในอุ้งเชิงกรานแท้ (true pelvis) ได้แก่ perivesical, obturator, internal iliac, external iliac หรือ sacral LN
  • N3 – พบการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง common iliac
การแพร่กระจายของโรค (Metastatic Disease) (M)
  • M0 – ไม่พบการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะหรือบริเวณที่อยู่ห่างไกล
  • M1 – พบการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะหรือบริเวณที่อยู่ห่างไกล
    • M1a – การแพร่กระจายของโรคไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ห่างไกล โดยจำกัดอยู่เฉพาะต่อมน้ำเหลืองที่อยู่เหนือ common iliac
    • M1b – การแพร่กระจายของโรคไปยังตำแหน่งอื่นที่อยู่ห่างไกลซึ่งไม่ใช่ต่อมน้ำเหลือง
การแบ่งกลุ่มระยะโรคทางพยาธิวิทยาตามเกณฑ์ของ AJCC

Stage T N M
Stage 0a Ta N0 M0
Stage 0is CIS N0 M0
Stage I T1 N0 M0
Stage II T2a N0 M0
T2b N0 M0
Stage IIIA T3a N0 M0
T3b N0 M0
T4a N0 M0
T1-T4a N1 M0
Stage IIIB T1-T4a N2-N3 M0
Stage IVA T4b Any N M0
Any T Any N M1a
Stage IVB Any T Any N M1b

การแบ่งกลุ่มความเสี่ยงตามเกณฑ์ของ American Urological Association (AUA) สำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ

การแบ่งกลุ่มความเสี่ยงตามเกณฑ์ของ AUA สำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อมีความสำคัญต่อการกำหนดคำแนะนำในการรักษา เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีลักษณะที่น่ากังวลบางประการ ซึ่งอาจส่งผลต่อการวางแผนและแนวทางการรักษา

ก้อนมะเร็งกลุ่มความเสี่ยงต่ำ มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:
  • Papillary urothelial neoplasm of low malignant potential (PUNLMP)
  • ก้อนมะเร็งชนิด low-grade Ta ที่พบเป็นครั้งแรกและเป็นก้อนเดี่ยว ขนาด ≤3 cm
ลักษณะของก้อนมะเร็งกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่:
  • ก้อนมะเร็งชนิด low-grade Ta กลับเป็นซ้ำภายใน 1 ปี
  • ก้อนมะเร็งชนิด low-grade T1
  • ก้อนมะเร็งชนิด low-grade Ta ที่เป็นก้อนเดี่ยว ขนาด >3 cm
  • ก้อนมะเร็งชนิด low-grade Ta ที่มีหลายตำแหน่ง
  • ก้อนมะเร็งชนิด high-grade Ta ที่เป็นก้อนเดี่ยว ขนาด ≤3 cm
ก้อนมะเร็งกลุ่มความเสี่ยงสูง อาจมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:
  • CIS
  • ก้อนมะเร็งชนิด high-grade T1
  • ก้อนมะเร็งชนิด high-grade Ta ขนาด >3 cm หรือมีหลายตำแหน่ง
ลักษณะที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่:
  • ชนิดทางจุลพยาธิวิทยาบางชนิด (histopathologic subtypes) การลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง (lymphovascular invasion) หรือการลุกลามเข้าสู่ prostatic urethra ในระดับ high-grade
  • ก้อนมะเร็ง G3 หรือ high-grade
  • ก้อนมะเร็งชนิด high-grade Ta ที่กลับเป็นซ้ำ
  • ก้อนมะเร็งชนิด Ta G1G2 ที่มีหลายก้อน กลับเป็นซ้ำ และมีขนาดใหญ่ (>3 cm)
  • ก้อนมะเร็งชนิด high-grade ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย Bacillus Calmette-Guérin (BCG)
การจัดเกรดตามเกณฑ์ของ World Health Organization (WHO)

การจำแนกตามเกณฑ์ของ WHO ปี 1973 เป็นระบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการจัดเกรดของเนื้องอก urothelial ที่ไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ (non-muscle invasive urothelial neoplasms) ต่อมาในปี 2004 สมาชิกของ WHO และ International Society of Urological Pathology (ISUP) ได้เผยแพร่และเสนอระบบการจำแนกฉบับปรับปรุงที่เป็นฉันทามติ (revised consensus classification) สำหรับเนื้องอกชนิด papillary อย่างไรก็ตาม การจำแนกตามเกณฑ์ของ WHO ปี 2004 ยังไม่ได้รับการยืนยันความถูกต้องจากการศึกษาวิจัยทางคลินิก ดังนั้น จึงยังมีการจัดเกรดก้อนมะเร็งโดยใช้ทั้งเกณฑ์ของ WHO ปี 1973 และปี 2004 แม้ว่าแพทย์ส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์ของ WHO ปี 2004 ก็ตาม

การจำแนกตามเกณฑ์ของ WHO ปี 1973:
  • Grade 1 (G1): urothelial papilloma ที่มีการแยกตัวของเซลล์ดี (well-differentiated)
  • Grade 2 (G2): urothelial papilloma ที่มีการแยกตัวของเซลล์ปานกลาง (moderately-differentiated)
  • Grade 3 (G3): urothelial papilloma ที่มีการแยกตัวของเซลล์ไม่ดี (poorly-differentiated)
การจำแนกตามเกณฑ์ของ WHO ปี 2014/2016 (papillary lesion):
  • Urothelial papilloma (รอยโรคที่ไม่ใช่มะเร็งโดยสมบูรณ์; completely benign lesion)
  • PUNLMP
  • Low-grade papillary urothelial carcinoma
  • High-grade papillary urothelial carcinoma

หลักการรักษา

การจัดการมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ (non-muscle invasive tumors) มุ่งเน้นการลดการกลับเป็นซ้ำของโรค และป้องกันการดำเนินโรคไปสู่ระยะที่ลุกลามมากขึ้น

สำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ (muscle invasive lesions) เป้าหมายของการรักษาคือการพิจารณาว่าควรผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออก หรือสามารถเก็บรักษากระเพาะปัสสาวะไว้ได้โดยไม่กระทบต่ออัตราการรอดชีวิต นอกจากนี้ ยังต้องประเมินว่าสามารถรักษารอยโรคปฐมภูมิได้โดยตรงหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกลหรือไม่ ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องใช้การรักษาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด

สำหรับผู้ป่วยที่มีมะเร็งแพร่กระจาย (metastatic lesions) การรักษาควรมุ่งเน้นการยืดระยะเวลาการรอดชีวิตและการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิต

การรักษาด้วยยา

การรักษาภายในกระเพาะปัสสาวะ (Intravesical Therapy)

การรักษาด้วยเคมีบำบัดภายในกระเพาะปัสสาวะ (Intravesical Chemotherapy)

ในผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำ และผู้ป่วยที่คาดว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางและมีประวัติการกลับเป็นซ้ำในอัตราต่ำ การใส่ยาเคมีบำบัดเข้ากระเพาะปัสสาวะเพียงครั้งเดียวโดยเร็วหลังการผ่าตัดถือเป็นการรักษามาตรฐานและเพียงพอในผู้ป่วยกลุ่มนี้

การรักษาดังกล่าวออกฤทธิ์โดยทำลายเซลล์มะเร็งที่กระจายอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจากการทำ TURBT รวมถึงออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่บริเวณที่ผ่าตัด (chemoresection) และก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่อาจตรวจไม่พบ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยกลุ่มอื่น การรักษาด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เนื่องจากมีโอกาสเกิดการกลับเป็นซ้ำและ/หรือการดำเนินโรคค่อนข้างสูง

ควรเริ่มการรักษาด้วยการใส่ยาเข้ากระเพาะปัสสาวะภายใน 24 ชั่วโมงหลังการทำ TURBT เพื่อป้องกันการฝังตัวของเซลล์มะเร็งและลดการกลับเป็นซ้ำในระยะแรก โดยในช่วง induction therapy จะใส่ยาสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองอย่างสมบูรณ์ สามารถให้การรักษาได้สูงสุด 2 รอบต่อเนื่องกัน

Gemcitabine และ Mitomycin เป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดสำหรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดภายในกระเพาะปัสสาวะ โดย Gemcitabine เป็นยาที่นิยมใช้มากกว่า Mitomycin เนื่องจากมีความเป็นพิษและต้นทุนการรักษาที่เหมาะสมกว่า

ทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก Gemcitabine และ Mitomycin ได้แก่ Epirubicin, Valrubicin, Docetaxel หรือการให้ Gemcitabine/Docetaxel หรือ Gemcitabine/Mitomycin ตามลำดับ 

ระบบนำส่ง Gemcitabine ภายในกระเพาะปัสสาวะอาจเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อกลุ่มความเสี่ยงสูงที่ไม่ตอบสนองต่อ BCG และมี CIS โดยอาจมีหรือไม่มีรอยโรคชนิด papillary ร่วมด้วย

การให้เคมีบำบัดสูตรผสมที่มี Cisplatin เป็นการรักษาเสริมหลังการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด อาจพิจารณาในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิด urothelial ที่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ หรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง (LN-positive) และไม่เหมาะสมที่จะได้รับเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant chemotherapy)

ควรเริ่มการรักษาด้วยเคมีบำบัดภายในกระเพาะปัสสาวะเสริม (adjuvant intravesical chemotherapy) ภายใน 3–4 สัปดาห์หลังการทำ TURBT

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน BCG ภายในกระเพาะปัสสาวะ (Intravesical Bacillus Calmette-Guérin [BCG] Immunotherapy)

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน bacillus Calmette-Guérin (BCG) ภายในกระเพาะปัสสาวะ เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ การศึกษาพบว่า การให้ BCG หลังการทำ TURBT มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคได้ดีกว่าการทำ TURBT เพียงอย่างเดียว หรือการทำ TURBT ร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยกลุ่มนี้

อาจพิจารณาใช้ BCG ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อระยะ IIIB ที่มีการตอบสนองบางส่วนหลังได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสี

การรักษาด้วย BCG ภายในกระเพาะปัสสาวะประกอบด้วยการให้ยาในระยะ induction เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ตามด้วยการให้ยาเพื่อคงผลการรักษา (maintenance therapy) โดยให้ยาสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ที่เดือนที่ 3, 6, 12, 18, 24, 30 และ 36

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง ควรให้ maintenance therapy เป็นเวลา 1 ปี ส่วนผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรให้การรักษาเป็นเวลา 3 ปี หากผู้ป่วยมีอาการเฉพาะที่อย่างมากในระหว่าง maintenance therapy ควรพิจารณาลดขนาดยา

ข้อมูลจากการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า maintenance BCG therapy ช่วยลดอัตราการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคของก้อนมะเร็งในผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงสูงและความเสี่ยงปานกลางได้

ข้อห้ามใช้โดยเด็ดขาด ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (gross hematuria) หรือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่มีอาการ ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะและเกิดการบาดเจ็บ และผู้ป่วยในช่วง 2 สัปดาห์หลังการทำ TURBT

Systemic Therapy

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ไม่ตอบสนองต่อ BCG (BCG-unresponsive) และมี CIS สามารถพิจารณาให้ Pembrolizumab หรือ Nadofaragene firadenovec-vncg หรือ Nogapendekin alfa inbakicept-pmln ร่วมกับ BCG เป็นการรักษาได้

Nadofaragene firadenovec-vncg เป็นการรักษาด้วยยีนที่ใช้พาหะ adenoviral vector ซึ่งไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ ส่วน Nogapendekin alfa inbakicept-pmln เป็น interleukin-15 superagonist ที่กระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน และใช้ร่วมกับ BCG ขณะที่ Pembrolizumab เป็นยาที่ยับยั้ง programmed cell death protein 1 (PD-1)

แนะนำให้ใช้เคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant chemotherapy) ด้วยสูตรที่มี Cisplatin ร่วมด้วย ก่อนการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมดหรือบางส่วน หรือก่อนการรักษาด้วยรังสี ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อระยะ T2–T4a, cN0M0

ไม่แนะนำให้ใช้เคมีบำบัดในช่วงรอบการผ่าตัด (perioperative chemotherapy) ในผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับ Cisplatin โดยควรเลือกใช้ neoadjuvant chemotherapy มากกว่าการให้เคมีบำบัดหลังการผ่าตัด (adjuvant chemotherapy)

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ สูตรเคมีบำบัดที่ใช้ก่อนหรือหลังการผ่าตัด (neoadjuvant or adjuvant regimens) สูตรที่แนะนำเป็นอันดับแรกคือ ddMVAC (dose-dense Methotrexate, Vinblastine, Doxorubicin และ Cisplatin) ร่วมกับ growth factor support เป็นเวลา 3–6 cycles

การรักษาด้วย Gemcitabine และ Cisplatin เป็นเวลา 4 cycles เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant therapy) ที่อาจมีประโยชน์ในบางกรณี

มีสูตรการรักษาอื่นที่แนะนำสำหรับการรักษาเสริมหลังการผ่าตัด (adjuvant therapy) ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับ neoadjuvant therapy ที่มี platinum-based therapy มาก่อน นอกจากนี้ ยังมีการรักษาเสริมหลังการผ่าตัดที่แนะนำ ได้แก่ Nivolumab และ Pembrolizumab ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ป่วยที่เคยหรือไม่เคยได้รับ neoadjuvant therapy ที่มี platinum-based therapy

สูตรที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับการรักษาในช่วงรอบการผ่าตัดหรือการรักษาแบบ sandwich therapy คือ Gemcitabine ร่วมกับ Cisplatin และ Durvalumab ก่อนการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออก ตามด้วย Durvalumab หลังการผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิด urothelial ที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย ซึ่งมีสภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงเพียงพอและมีการทำงานของไตที่เหมาะสม แนะนำให้พิจารณาเคมีบำบัดสูตรที่มี Cisplatin เป็นส่วนประกอบ

การรักษาอันดับแรก (First-line therapy) ที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย

สูตรการรักษาที่แนะนำเป็นอันดับแรก ได้แก่ Enfortumab vedotin-ejfv และ Pembrolizumab

สูตรการรักษาอื่นที่แนะนำ ได้แก่:
  • Gemcitabine และ Cisplatin ตามด้วยการรักษาต่อเนื่องด้วย Avelumab หรือ
  • Gemcitabine, Cisplatin และ Nivolumab ตามด้วยการรักษาต่อเนื่องด้วย Nivolumab หรือ
  • DDMVAC ร่วมกับ growth factor support ตามด้วยการรักษาต่อเนื่องด้วย Avelumab
สูตรการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับ Cisplatin ได้:
  • Gemcitabine และ Carboplatin ตามด้วยการรักษาต่อเนื่องด้วย Avelumab หรือ
  • Pembrolizumab สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง urothelial ที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะได้รับเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบ (platinum-based chemotherapy) ไม่ว่าจะเป็นสูตรใด หรือ
  • Atezolizumab สำหรับผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งมีการแสดงออกของ programmed cell death-ligand (PD-L1) หรือผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะมีการแสดงออกของ PD-L1 หรือไม่
การรักษาอันดับสอง (Second-line therapy)ที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย

สูตรการรักษาที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับ immunotherapy และ Enfortumab vedotin-ejfv แต่ยังไม่เคยได้รับเคมีบำบัด ได้แก่
  • DDMVAC ร่วมกับ growth factor support
  • Gemcitabine และ Cisplatin
  • Gemcitabine และ Carboplatin
  • การรักษาที่เลือกตาม biomarker (biomarker-directed therapy):
    • Erdafitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ FGFR3 หรือ FGFR2 ที่ไวต่อการรักษา (susceptible genetic alterations)
    • Fam-trastuzumab deruxtecan-nxki สำหรับผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งมี HER2-positive และมีระดับ IHC 3+

สูตรการรักษาอื่นที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ได้แก่ Paclitaxel หรือ Docetaxel และ Gemcitabine ส่วนสูตรการรักษาที่อาจมีประโยชน์ในบางกรณี ได้แก่ Gemcitabine, Cisplatin และ Nivolumab สำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับ immunotherapy และ Enfortumab vedotin-ejfv แต่ยังไม่เคยได้รับเคมีบำบัด

สูตรการรักษาที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัด แต่ยังไม่เคยได้รับ immunotherapy หรือ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่

  • Pembrolizumab
  • Enfortumab vedotin-ejfv และ Pembrolizumab
  • Enfortumab vedotin-ejfv
  • Nivolumab
  • Avelumab
  • การรักษาที่เลือกตาม biomarker (biomarker-directed therapy):
    • Erdafitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ FGFR3 หรือ FGFR2 ที่ไวต่อการรักษา 
    • Fam-trastuzumab deruxtecan-nxki สำหรับผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งมี HER2-positive และมีระดับ IHC 3+
สูตรการรักษาอื่นที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับ immunotherapy หรือ Enfortumab vedotin-ejv ได้แก่ Paclitaxel หรือ Docetaxel และ Gemcitabine

สูตรการรักษาที่อาจมีประโยชน์ในบางกรณีสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดและไม่เคยได้รับ immunotherapy หรือ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่
  • DDMVAC ร่วมกับ growth factor support
  • Ifosfamide, Doxorubicin และ Gemcitabine
  • Gemcitabine และ Paclitaxel
  • Gemcitabine และ Cisplatin
อาจพิจารณาการรักษาซ้ำด้วย platinum (เช่น Cisplatin, Carboplatin) ในผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดและไม่เคยได้รับ immunotherapy หรือ Enfortumab vedotin-ejfv หากผู้ป่วยยังสามารถรับ platinum ได้ และมี progression-free survival >12 เดือนหลังได้รับ platinum therapy

สูตรการรักษาที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับ immunotherapy และไม่เคยได้รับเคมีบำบัดหรือ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่
  • Enfortumab vedotin-ejfv
  • Enfortumab vedotin-ejfv และ Pembrolizumab
  • Gemcitabine และ Carboplatin
  • Gemcitabine และ Cisplatin
  • DDMVAC ร่วมกับ growth factor support
  • การรักษาที่เลือกตาม biomarker (biomarker-directed therapy):
    • Erdafitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ FGFR3 หรือ FGFR2 ที่ไวต่อการรักษา 
    • Fam-trastuzumab deruxtecan-nxki สำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็ง HER2-positive และ IHC 3+

สูตรการรักษาอื่นที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับ immunotherapy และไม่เคยได้รับเคมีบำบัดหรือ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่ Paclitaxel หรือ Docetaxel และ Gemcitabine

สูตรการรักษาที่อาจมีประโยชน์ในบางกรณีสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับ immunotherapy และไม่เคยได้รับเคมีบำบัดหรือ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่

  • Gemcitabine, Cisplatin และ Nivolumab
  • Ifosfamide, Doxorubicin และ Gemcitabine
  • Gemcitabine และ Paclitaxel
สูตรการรักษาที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดและ immunotherapy และไม่เคยได้รับ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่
  • Enfortumab vedotin-ejfv
  • การรักษาที่เลือกตาม biomarker (biomarker-directed therapy):
    • Erdafitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ FGFR3 หรือ FGFR2 ที่ไวต่อการรักษา
    • Fam-trastuzumab deruxtecan-nxki สำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็ง HER2-positive และ IHC 3+

สูตรการรักษาอื่นที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดและ immunotherapy และไม่เคยได้รับ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่

  • Enfortumab vedotin-ejfv และ Pembrolizumab
  • Paclitaxel หรือ Docetaxel
  • Gemcitabine
  • Gemcitabine และ Cisplatin
  • DDMVAC ร่วมกับ growth factor support
  • Ifosfamide, Doxorubicin และ Gemcitabine
  • Gemcitabine และ Paclitaxel

สูตรการรักษาที่อาจมีประโยชน์ในบางกรณีสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดและ immunotherapy และไม่เคยได้รับ Enfortumab vedotin-ejfv ได้แก่ Sacituzumab govitecan-hziy

สูตรการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดและ immunotherapy และไม่เคยได้รับ Enfortumab vedotin-ejfv มีข้อบ่งใช้สำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบและ checkpoint inhibitor มาก่อน หากผู้ป่วยมีคุณสมบัติเหมาะสม และเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบเป็นการรักษาอันดับแรก ตามด้วยการรักษาต่อเนื่องด้วย checkpoint inhibitor หรือได้รับการรักษาอันดับแรกที่มีทั้งเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบและ immune checkpoint inhibitor

การรักษาด้วยยาทั่วร่างกายในลำดับถัดไปที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย หลังได้รับเคมีบำบัด, immunotherapy และ Enfortumab vedotin-ejfv

การรักษาด้วยยาทั่วร่างกายในลำดับถัดไปที่แนะนำ มีข้อบ่งใช้สำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบและ checkpoint inhibitor มาก่อน หากมีคุณสมบัติเหมาะสม และเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบเป็นการรักษาอันดับแรก ตามด้วยการรักษาต่อเนื่องด้วย checkpoint inhibitor หรือได้รับการรักษาอันดับแรกที่มีทั้งเคมีบำบัดที่มี platinum เป็นส่วนประกอบและ immune checkpoint inhibitor

สูตรการรักษาที่แนะนำเป็นอันดับแรก ได้แก่ การรักษาที่เลือกตาม biomarker (biomarker-directed therapy) เช่น Erdafitinib ซึ่งใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ FGFR3 หรือ FGFR2 ที่ไวต่อการรักษา และ Fam-trastuzumab deruxtecan-nxki สำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็ง HER2-positive และ IHC 3+

สูตรการรักษาอื่นที่แนะนำ ได้แก่ Gemcitabine, Paclitaxel หรือ Docetaxel, Ifosfamide, Doxorubicin และ Gemcitabine และ Gemcitabine ร่วมกับ Paclitaxel

สูตรการรักษาที่อาจมีประโยชน์ในบางกรณี ได้แก่ Sacituzumab govitecan-hziy

อาจพิจารณาใช้ Pembrolizumab ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อกลุ่มความเสี่ยงสูงที่มี CIS ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย BCG และไม่สามารถรับการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออก (cystectomy) ได้

Bladder Cancer_Management 1Bladder Cancer_Management 1


การรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสี (Chemoradiotherapy)

การรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสี (chemoradiotherapy) เป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยสงวนกระเพาะปัสสาวะ (bladder-preserving approach) และเป็นทางเลือกแทนการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทันที ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะให้การรักษาด้วยรังสีแบบ radical โดยใช้ยาที่เพิ่มความไวของเซลล์มะเร็งต่อรังสี (radiosensitizer) สูตรเคมีบำบัดที่ใช้เป็น radiosensitizer และแนะนำเป็นอันดับแรก ได้แก่ Cisplatin ชนิดยาเดี่ยว (monotherapy), Gemcitabine ขนาดต่ำ และ 5-Fluorouracil (5-FU) ร่วมกับ Mitomycin ส่วนสูตรเคมีบำบัดอื่นที่แนะนำให้ใช้เป็น radiosensitizer ได้แก่ Cisplatin ร่วมกับ 5-FU และ Cisplatin ร่วมกับ Paclitaxel สูตรเคมีบำบัดที่ใช้เป็น radiosensitizer ซึ่งอาจมีประโยชน์ในบางกรณี แต่ไม่ใช้สำหรับ chemoradiotherapy ที่มีเป้าหมายเพื่อการรักษาให้หายขาดเพื่อสงวนอวัยวะ ได้แก่ Docetaxel หรือ Paclitaxel, 5-FU และ Capecitabine

อาจใช้การรักษาด้วยรังสีแบบแบ่งขนาดตามสูตรมาตรฐาน (conventional fractional radiation therapy) ร่วมกับ radiosensitizer เป็นการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยที่มีโรคลุกลามหรือมีการแพร่กระจาย สูตรการรักษาที่แนะนำ ได้แก่ Cisplatin (แนะนำเป็นอันดับแรก), taxanes (Docetaxel, Paclitaxel), Fluorouracil ชนิดยาเดี่ยว, Fluorouracil ร่วมกับ Mitomycin, Gemcitabine ขนาดต่ำ หรือ Capecitabine ชนิดยาเดี่ยว

การรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสีแบบให้พร้อมกัน เป็นทางเลือกแทนการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (radical cystectomy) ในผู้ป่วยที่มีโรคระยะ Ta-T1 กลับเป็นซ้ำ โดยไม่มี CIS ในบริเวณกว้าง (extensive CIS) และมีประวัติได้รับการรักษาด้วย BCG แต่ไม่สามารถรับการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออก (cystectomy) ได้ นอกจากนี้ ยังแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเพิ่มฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง (tumor cytotoxicity) โดยเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งเดี่ยว (solitary tumors), ไม่พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง, ไม่มี CIS ในบริเวณกว้างหรือหลายตำแหน่ง, ไม่มีภาวะกรวยไตและท่อไตบวมจากการอุดกั้น (hydronephrosis) ระดับปานกลางหรือรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับก้อนมะเร็ง และมีการทำงานของกระเพาะปัสสาวะก่อนเริ่มการรักษาที่ดี

ควรพิจารณา concurrent chemoradiotherapy เป็นการรักษาที่อาจมีเป้าหมายเพื่อให้หายขาดในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ หรือใช้เพื่อการรักษาแบบประคับประคองเฉพาะที่ในผู้ป่วยที่มีโรคแพร่กระจาย


 



การผ่าตัด

การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (Transurethral Resection of Bladder Tumor; TURBT)

การทำ TURBT เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับก้อนมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ ได้แก่ Ta, T1 และ CIS รวมถึงก้อนมะเร็งชนิด cTa เกรดต่ำ (low-grade tumors) โดยมีเป้าหมายเพื่อผ่าตัดนำรอยโรคที่มองเห็นออกทั้งหมด

นอกจากนี้ การทำ TURBT ยังเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ หากก้อนมะเร็งลุกลามอยู่เฉพาะในชั้นกล้ามเนื้อส่วนตื้น (superficial muscle layer) และผลการตัดชิ้นเนื้อเพื่อประเมินระยะโรคซ้ำ (re-staging biopsies) ไม่พบก้อนมะเร็งที่มีการลุกลาม

วิธีการทำ TURBT ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรค โดยในก้อนมะเร็งขนาดเล็ก (<1 cm ในเส้นผ่านศูนย์กลาง) สามารถทำการผ่าตัดนำก้อนออกเป็นก้อนเดียว (en bloc resection) โดยชิ้นเนื้อที่ได้ประกอบด้วยก้อนมะเร็งทั้งหมด รวมถึงผนังกระเพาะปัสสาวะที่อยู่ใต้ก้อนบางส่วนซึ่งมีชั้นกล้ามเนื้อรวมอยู่ด้วย ส่วนก้อนมะเร็งขนาดใหญ่และกรณีสงสัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ จะทำการผ่าตัดนำก้อนออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่ยื่นนูนของก้อนมะเร็ง, ผนังกระเพาะปัสสาวะใต้ก้อนที่มี detrusor muscle และขอบของบริเวณที่ผ่าตัด การทำ TURBT แยกส่วนสำหรับก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของก้อนมะเร็งทั้งในแนวตั้งและแนวนอน และช่วยเพิ่มความครบถ้วนของการผ่าตัด

การทำ TURBT อย่างครบถ้วนและถูกต้องมีความสำคัญต่อการมีพยากรณ์โรคที่ดี การไม่พบ detrusor muscle ในชิ้นเนื้อมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อการมีโรคหลงเหลือ การกลับเป็นซ้ำของโรคในระยะแรก และการประเมินระยะของก้อนมะเร็งต่ำกว่าความเป็นจริง 

ควรพิจารณาการตัดชิ้นเนื้อจากตำแหน่งต่าง ๆ ตามแผนที่ (mapping biopsies) และการตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมากผ่านทางท่อปัสสาวะ หากสงสัยรอยโรคชนิด sessile, CIS หรือโรคเกรดสูง (high-grade disease)

ควรทำ TURBT ครั้งที่สองหลังจาก 2–3 สัปดาห์ หากการทำ TURBT ครั้งแรกนำก้อนมะเร็งออกได้ไม่หมด หากไม่พบ detrusor muscle ในชิ้นเนื้อหลังการทำ TURBT ครั้งแรก ยกเว้นกรณี TaG1 และเมื่อการทำ TURBT ครั้งแรกตรวจพบก้อนมะเร็งชนิด high-grade, primary CIS, T1 และอาจรวมถึง Ta

การทำ TURBT ครั้งที่สองสามารถเพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตโดยปราศจากการกลับเป็นซ้ำของโรค ช่วยให้ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย BCG ดีขึ้น และให้ข้อมูลด้านพยากรณ์โรค

Bladder Cancer_Management 2Bladder Cancer_Management 2


การผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (Radical Cystectomy)

การผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (radical cystectomy) มีข้อบ่งใช้ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย BCG และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการดำเนินโรคของก้อนมะเร็ง นอกจากนี้ ยังใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคระยะ cT1 เกรดสูงที่ยังหลงเหลืออยู่ (residual high-grade cT1), ชนิดทางจุลพยาธิวิทยาที่มีความรุนแรง, การลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง และมี CIS ร่วมด้วย

การผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมดเป็นการรักษามาตรฐานเพื่อมุ่งหวังให้หายขาดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ (cT2, cT3, cT4a, cT4b บางราย) โดยการผ่าตัดที่เหมาะสมในผู้ชายคือการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะและต่อมลูกหมากออก ส่วนในผู้หญิงอาจทำการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะและมดลูกออก  และในผู้ป่วยหญิงบางราย ควรสงวนมดลูก ช่องคลอด และ/หรือรังไข่ไว้หากสามารถทำได้

หลังการผ่าตัดจะมีการสร้างทางเบี่ยงปัสสาวะ (urinary diversion) โดยอาจใช้วิธี ureterocutaneostomy, ileal conduit, continent cutaneous urinary diversion, ureterocolonic diversion หรือ orthotopic bladder

การผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมดควรรวมการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน (pelvic lymph node dissection) ที่จำเป็น ซึ่งครอบคลุมต่อมน้ำเหลืองบริเวณ common iliac, internal iliac, external iliac และ obturator

ควรทำการผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant chemotherapy) ที่มี Cisplatin เป็นส่วนประกอบในผู้ป่วยที่มีโรคระยะ cT2-cT4a

แนะนำให้ทำการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมดทันที ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ หากความแม่นยำในการประเมินระยะของก้อนมะเร็ง T1 ด้วย TURBT อยู่ในระดับต่ำ หรือหากผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อมีการดำเนินโรคเข้าสู่ระยะลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ

การชะลอการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมดนานเกิน 3 เดือนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคและการเสียชีวิตจำเพาะจากมะเร็ง

การผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกบางส่วน (Partial Cystectomy)

อาจพิจารณาการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกบางส่วนในผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อระยะ cT2 ขนาดเล็กและเป็นก้อนเดี่ยว

มีข้อบ่งใช้หากรอยโรคเกิดขึ้นบริเวณ dome ของกระเพาะปัสสาวะ และไม่มี CIS ร่วมในบริเวณอื่นของ urothelium

ควรทำการผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant chemotherapy) ที่มี Cisplatin เป็นส่วนประกอบ โดยเริ่มการผ่าตัดด้วยการเปิดช่องท้อง (laparotomy) ผ่านทางช่องท้อง (intraperitoneal) และเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน และหากผลการตรวจระหว่างผ่าตัดไม่เอื้อให้สามารถทำการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกบางส่วนได้ ให้ทำการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (radical cystectomy)

การจี้ทำลายก้อนมะเร็ง (Fulguration)

อาจพิจารณาการจี้ทำลายก้อนมะเร็ง (fulguration) โดยไม่ตัดชิ้นเนื้อ ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่กลับเป็นซ้ำ หากมีลักษณะครบทุกข้อต่อไปนี้:
  • ไม่เคยเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะกลุ่มความเสี่ยงปานกลางหรือสูงมาก่อน
  • มีระยะปลอดโรค (disease-free survival) อย่างน้อย 6 เดือน
  • มีรอยโรค papillary กลับเป็นซ้ำเพียงตำแหน่งเดียว
  • ก้อนมะเร็งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ≤3 mm
ในผู้ป่วยที่มีประวัติก้อนมะเร็งชนิด Ta เกรดต่ำ/G1 ขนาดเล็ก การจี้ทำลายรอยโรค papillary ขนาดเล็กที่กลับเป็นซ้ำแบบผู้ป่วยนอก สามารถลดภาระจากการรักษา และอาจเป็นทางเลือกในการรักษาได้

การรักษาด้วยรังสี

การรักษาด้วยรังสี (radiation therapy; RT) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ต้องการรับการผ่าตัดแบบ radical และสามารถใช้เป็นการรักษาแบบประคับประคองเฉพาะที่ในผู้ป่วยที่มีโรคแพร่กระจาย

อาจพิจารณาการรักษาด้วยรังสีก่อนการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออก (preoperative RT prior to cystectomy) ในผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งลุกลาม

อาจพิจารณาการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานเสริม (adjuvant pelvic irradiation) ในผู้ป่วยที่มีโรคระยะ pT3/pT4 pN0–2 ซึ่งเพิ่งได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (radical cystectomy) ร่วมกับการทำ ileal conduit

อาจพิจารณาการรักษาด้วยรังสีระหว่างการผ่าตัด (intraoperative RT) ในผู้ป่วยโรคระยะ T4b ที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งลุกลามไปยังผนังช่องท้องและ/หรือผนังอุ้งเชิงกราน

แนะนำการรักษาด้วยรังสีแบบประคับประคอง (palliative RT) ร่วมกับเคมีบำบัดที่ช่วยเพิ่มความไวต่อรังสี (radiosensitizing chemotherapy) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของโรคหรือโรคกลับเป็นซ้ำ ขนาดรังสีสำหรับการรักษาแบบประคับประคองคือ 30 Gy แบ่งให้ 10 ครั้ง หรือ 21 Gy แบ่งให้ 3 ครั้ง โดยขนาดรังสีที่แนะนำคือ 1.8–2.0 Gy ต่อครั้งต่อวัน

อาจใช้การฉายรังสีแบบแบ่งขนาดตามสูตรมาตรฐาน (conventional fractionation) หรือการฉายรังสีแบบเร่งหลายครั้งต่อวัน (accelerated hyperfractionation) ขนาด 39.6–50.4 Gy โดยฉายรังสีครอบคลุมกระเพาะปัสสาวะทั้งหมด ร่วมกับหรือไม่ร่วมกับการฉายรังสีบริเวณต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน

การไม่มีภาวะไตบวมน้ำ (hydronephrosis) และการไม่มี CIS ในบริเวณกว้างเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อการรักษาที่ดี