การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ
ควรตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count; CBC) และการตรวจทางเคมีในเลือด ซึ่งรวมถึงการตรวจระดับ alkaline phosphatase ก่อนเริ่มการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพื่อให้สามารถประเมินระยะของโรคทางคลินิกได้อย่างถูกต้อง
อาจตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria) และอาจเพาะเชื้อจากปัสสาวะ (urine culture) เพื่อแยกการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection; UTI) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการระคายเคืองขณะถ่ายปัสสาวะ
การตรวจเซลล์ในปัสสาวะ (Urinary Cytology)
การตรวจปัสสาวะที่เก็บขณะถ่ายปัสสาวะ หรือสารที่ได้จากการล้างกระเพาะปัสสาวะ (bladder washings) เพื่อหาเซลล์มะเร็งที่หลุดออกมา มีความไวสูงในการตรวจพบมะเร็งที่มีเกรดสูง (high-grade tumors) และมีประโยชน์ในการบ่งชี้มะเร็งเกรดสูง (high-grade malignancy) หรือ CIS แต่มีความไวต่ำในการตรวจพบมะเร็ง G1
การตรวจเซลล์ในปัสสาวะมีประโยชน์เป็นการตรวจเสริมร่วมกับการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะในผู้ป่วยที่มีมะเร็ง G3 หรือ CIS
ผลตรวจเซลล์ในปัสสาวะที่เก็บขณะถ่ายปัสสาวะเป็นบวก อาจบ่งชี้ว่ามี urothelial tumor อยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ผลตรวจเซลล์ในปัสสาวะเป็นลบไม่สามารถตัดการมีเนื้องอกออกได้
Bladder Cancer_Diagnostics 1
อาจตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria) และอาจเพาะเชื้อจากปัสสาวะ (urine culture) เพื่อแยกการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection; UTI) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการระคายเคืองขณะถ่ายปัสสาวะ
การตรวจเซลล์ในปัสสาวะ (Urinary Cytology)
การตรวจปัสสาวะที่เก็บขณะถ่ายปัสสาวะ หรือสารที่ได้จากการล้างกระเพาะปัสสาวะ (bladder washings) เพื่อหาเซลล์มะเร็งที่หลุดออกมา มีความไวสูงในการตรวจพบมะเร็งที่มีเกรดสูง (high-grade tumors) และมีประโยชน์ในการบ่งชี้มะเร็งเกรดสูง (high-grade malignancy) หรือ CIS แต่มีความไวต่ำในการตรวจพบมะเร็ง G1
การตรวจเซลล์ในปัสสาวะมีประโยชน์เป็นการตรวจเสริมร่วมกับการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะในผู้ป่วยที่มีมะเร็ง G3 หรือ CIS
ผลตรวจเซลล์ในปัสสาวะที่เก็บขณะถ่ายปัสสาวะเป็นบวก อาจบ่งชี้ว่ามี urothelial tumor อยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ผลตรวจเซลล์ในปัสสาวะเป็นลบไม่สามารถตัดการมีเนื้องอกออกได้
Bladder Cancer_Diagnostics 1การวินิจฉัยทางภาพ
การตรวจทางภาพ (Imaging Studies)
ควรตรวจภาพทรวงอกเมื่อสงสัยว่าโรคมีการลุกลาม เช่น มีการแพร่กระจายไปยังปอด (lung metastasis)
แนะนำให้ตรวจ CT หรือ MRI ในกรณีที่จากการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะพบว่าก้อนมะเร็งมีลักษณะเป็นก้อนทึบ เป็นมะเร็งเกรดสูง (high-grade) หรือสงสัยว่ามีการลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ รวมถึงกรณีที่กำลังพิจารณาการรักษาแบบ radical treatment สำหรับโรคที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย
แนะนำให้ตรวจ MRI อุ้งเชิงกรานร่วมกับหรือไม่ร่วมกับสารเพิ่มความชัดของภาพ เพื่อประเมินระยะของโรคในผู้ป่วยที่มีก้อนชนิด sessile หรือมะเร็งชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่มีเกรดสูง โดยตรวจเพิ่มเติมร่วมกับ CT urography
แนะนำให้ตรวจ CT หรือ MRI ของช่องท้องและอุ้งเชิงกรานก่อนการผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (Transurethral resection of bladder tumor; TURBT) เพื่อประเมินลักษณะทางกายวิภาคของรอยโรคและระบุความลึกของการลุกลาม
CT Scan
ในหลายประเทศในเอเชีย CT scan เป็นการตรวจทางภาพที่เลือกใช้เป็นอันดับแรกในการประเมินมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ
CT scan ร่วมกับหรือไม่ร่วมกับสารทึบรังสีเป็นการตรวจทางภาพที่แนะนำให้ใช้เป็นหลักในการประเมินระยะของโรคในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ
การตรวจ CT ของทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน มีความสำคัญในการประเมินระยะของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่มีการแพร่กระจาย
อาจพิจารณาใช้การตรวจ fluorodeoxyglucose-positron emission tomography (FDG-PET)/CT ในผู้ป่วยบางรายที่มีมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อระยะ T2 และผู้ป่วยที่มีโรคระยะ ≥cT3 นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เพื่อประเมินการแพร่กระจายนอกกระดูก (extraosseous metastasis) ที่สงสัยหรือเคยตรวจพบมาก่อน
การตรวจ CT ไต 4 ระยะ (4-phase renal CT) โดยใช้เครื่อง multidetector CT (MDCT) สามารถใช้ในการตรวจหาและประเมินระยะของก้อนมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ ประกอบด้วยระยะก่อนฉีดสารทึบรังสี (pre-contrast phase), ระยะ corticomedullary (corticomedullary phase), ระยะ nephrographic (nephrographic phase) และระยะขับสารออกทางปัสสาวะ (excretory phase)
CT urography ใช้สำหรับประเมินระยะของโรคและตรวจหาก้อนมะเร็งชนิด papillary ในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจตรวจพบเป็น filling defects หรือบ่งชี้ได้จากภาวะกรวยไตและท่อไตบวมจากการอุดกั้น (hydronephrosis) ในผู้ป่วยที่สามารถรับสารทางหลอดเลือดดำได้อย่างปลอดภัย วิธีนี้ถือเป็นการตรวจที่แนะนำให้เลือกใช้เป็นหลัก
สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้สารทึบรังสีชนิด iodinated หรือสารทึบรังสีชนิด gadolinium-based สามารถใช้ plain CT ร่วมกับการตรวจ retrograde ureteropyelography เป็นทางเลือกได้
สุดท้าย การตรวจ CT สมองร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี อาจใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการ เมื่อไม่สามารถตรวจ MRI ได้
MRI
MRI อุ้งเชิงกรานร่วมกับหรือไม่ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี ใช้สำหรับประเมินระยะของโรคในผู้ป่วยที่มีก้อนชนิด sessile หรือมะเร็งชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่มีเกรดสูง รวมถึงผู้ป่วยที่มีมะเร็งชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ โดยตรวจเพิ่มเติมร่วมกับ CT urography
การตรวจ multiparametric MRI (mpMRI) โดยใช้ระบบให้คะแนน Vesical Imaging Reporting and Data System (VI-RADS) อาจช่วยแยกมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อและชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อได้
MR urography เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตรวจทางภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตไม่ดีหรือแพ้สารทึบรังสีชนิด iodinated โดยต้องมีอัตราการกรองของไต (glomerular filtration rate; GFR) >30 mL/min และไม่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน
MRI สมองอาจช่วยตรวจหาการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังสมองในผู้ป่วยที่มีอาการหรือเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง
Ultrasound
การตรวจอัลตราซาวนด์ไตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตรวจทางภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้สารทึบรังสีชนิด iodinated หรือ gadolinium-based
การตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง สามารถใช้ประเมินลักษณะของก้อนในไต ตรวจหาภาวะกรวยไตและท่อไตบวมจากการอุดกั้น (hydronephrosis) และตรวจดูก้อนที่อยู่ภายในโพรงกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการตรวจหาการอุดกั้นในผู้ป่วยที่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria)
การตรวจทางภาพอื่น ๆ
การตรวจ intravenous urography สามารถใช้เป็นทางเลือกได้หากไม่สามารถตรวจ CT ได้ ควรตรวจ bone scan เมื่อพบว่าระดับ alkaline phosphatase สูง มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) หรือมีอาการปวดกระดูก
การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy)
ควรส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีรอยโรคภายในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ หากพบรอยโรค ควรให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (Transurethral resection of bladder tumor; TURBT) เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินขอบเขตของโรคภายในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ อาจเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อตรวจเซลล์ในปัสสาวะ (urine cytology) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะได้
การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะแบบเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจ ได้แก่ การส่องกล้องด้วยแสงสีขาว การส่องกล้องด้วยแสงสีน้ำเงิน และการตรวจด้วย narrow band imaging
ปัจจุบัน การส่องกล้องด้วยแสงสีขาวถือเป็นมาตรฐานในการประเมินและประเมินระยะของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจหามะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ CIS พบว่าการส่องกล้องด้วยแสงสีน้ำเงินมีประสิทธิภาพในการตรวจพบรอยโรคมากกว่าการส่องกล้องด้วยแสงสีขาว
จากการศึกษาพบว่า การใช้ narrow band imaging ช่วยลดการกลับเป็นซ้ำของโรคที่ 1 ปีได้อย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำ และช่วยเพิ่มอัตราการตรวจพบรอยโรคชนิดแบน (flat lesions)
ท้ายที่สุด การวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิด papillary ต้องอาศัยการตรวจดูกระเพาะปัสสาวะด้วยการส่องกล้อง ร่วมกับการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อที่ตัดออกมา
Bladder Cancer_Diagnostics 2
Photodynamic Diagnosis (Fluorescence Cystoscopy)
การวินิจฉัยด้วยโฟโตไดนามิก (photodynamic diagnosis; fluorescence cystoscopy) ทำโดยใช้แสงสีม่วงภายหลังการใส่ 5-aminolevulinic acid (ALA) หรือ hexaminolevulinic acid (HAL) เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ โดยอาจพิจารณาใช้วิธีนี้เพื่อประเมินว่ามีก้อนมะเร็งเกรดสูงระยะ T1 และมี CIS ร่วมด้วยหรือไม่ การตัดชิ้นเนื้อและการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกโดยใช้การตรวจด้วยแสงฟลูออเรสเซนซ์ (fluorescence-guided biopsy and resection) มีความไวในการตรวจพบก้อนมะเร็งมากกว่าวิธีมาตรฐานทั่วไป โดยเฉพาะ CIS อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยด้วยโฟโตไดนามิกมีความจำเพาะต่ำกว่าการส่องกล้องด้วยแสงสีขาว
ควรตรวจภาพทรวงอกเมื่อสงสัยว่าโรคมีการลุกลาม เช่น มีการแพร่กระจายไปยังปอด (lung metastasis)
แนะนำให้ตรวจ CT หรือ MRI ในกรณีที่จากการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะพบว่าก้อนมะเร็งมีลักษณะเป็นก้อนทึบ เป็นมะเร็งเกรดสูง (high-grade) หรือสงสัยว่ามีการลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ รวมถึงกรณีที่กำลังพิจารณาการรักษาแบบ radical treatment สำหรับโรคที่ลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจาย
แนะนำให้ตรวจ MRI อุ้งเชิงกรานร่วมกับหรือไม่ร่วมกับสารเพิ่มความชัดของภาพ เพื่อประเมินระยะของโรคในผู้ป่วยที่มีก้อนชนิด sessile หรือมะเร็งชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่มีเกรดสูง โดยตรวจเพิ่มเติมร่วมกับ CT urography
แนะนำให้ตรวจ CT หรือ MRI ของช่องท้องและอุ้งเชิงกรานก่อนการผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (Transurethral resection of bladder tumor; TURBT) เพื่อประเมินลักษณะทางกายวิภาคของรอยโรคและระบุความลึกของการลุกลาม
CT Scan
ในหลายประเทศในเอเชีย CT scan เป็นการตรวจทางภาพที่เลือกใช้เป็นอันดับแรกในการประเมินมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ
CT scan ร่วมกับหรือไม่ร่วมกับสารทึบรังสีเป็นการตรวจทางภาพที่แนะนำให้ใช้เป็นหลักในการประเมินระยะของโรคในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ
การตรวจ CT ของทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน มีความสำคัญในการประเมินระยะของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่มีการแพร่กระจาย
อาจพิจารณาใช้การตรวจ fluorodeoxyglucose-positron emission tomography (FDG-PET)/CT ในผู้ป่วยบางรายที่มีมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อระยะ T2 และผู้ป่วยที่มีโรคระยะ ≥cT3 นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เพื่อประเมินการแพร่กระจายนอกกระดูก (extraosseous metastasis) ที่สงสัยหรือเคยตรวจพบมาก่อน
การตรวจ CT ไต 4 ระยะ (4-phase renal CT) โดยใช้เครื่อง multidetector CT (MDCT) สามารถใช้ในการตรวจหาและประเมินระยะของก้อนมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ ประกอบด้วยระยะก่อนฉีดสารทึบรังสี (pre-contrast phase), ระยะ corticomedullary (corticomedullary phase), ระยะ nephrographic (nephrographic phase) และระยะขับสารออกทางปัสสาวะ (excretory phase)
CT urography ใช้สำหรับประเมินระยะของโรคและตรวจหาก้อนมะเร็งชนิด papillary ในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจตรวจพบเป็น filling defects หรือบ่งชี้ได้จากภาวะกรวยไตและท่อไตบวมจากการอุดกั้น (hydronephrosis) ในผู้ป่วยที่สามารถรับสารทางหลอดเลือดดำได้อย่างปลอดภัย วิธีนี้ถือเป็นการตรวจที่แนะนำให้เลือกใช้เป็นหลัก
สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้สารทึบรังสีชนิด iodinated หรือสารทึบรังสีชนิด gadolinium-based สามารถใช้ plain CT ร่วมกับการตรวจ retrograde ureteropyelography เป็นทางเลือกได้
สุดท้าย การตรวจ CT สมองร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี อาจใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการ เมื่อไม่สามารถตรวจ MRI ได้
MRI
MRI อุ้งเชิงกรานร่วมกับหรือไม่ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี ใช้สำหรับประเมินระยะของโรคในผู้ป่วยที่มีก้อนชนิด sessile หรือมะเร็งชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อที่มีเกรดสูง รวมถึงผู้ป่วยที่มีมะเร็งชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ โดยตรวจเพิ่มเติมร่วมกับ CT urography
การตรวจ multiparametric MRI (mpMRI) โดยใช้ระบบให้คะแนน Vesical Imaging Reporting and Data System (VI-RADS) อาจช่วยแยกมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อและชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อได้
MR urography เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตรวจทางภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตไม่ดีหรือแพ้สารทึบรังสีชนิด iodinated โดยต้องมีอัตราการกรองของไต (glomerular filtration rate; GFR) >30 mL/min และไม่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน
MRI สมองอาจช่วยตรวจหาการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังสมองในผู้ป่วยที่มีอาการหรือเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง
Ultrasound
การตรวจอัลตราซาวนด์ไตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตรวจทางภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้สารทึบรังสีชนิด iodinated หรือ gadolinium-based
การตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง สามารถใช้ประเมินลักษณะของก้อนในไต ตรวจหาภาวะกรวยไตและท่อไตบวมจากการอุดกั้น (hydronephrosis) และตรวจดูก้อนที่อยู่ภายในโพรงกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการตรวจหาการอุดกั้นในผู้ป่วยที่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria)
การตรวจทางภาพอื่น ๆ
การตรวจ intravenous urography สามารถใช้เป็นทางเลือกได้หากไม่สามารถตรวจ CT ได้ ควรตรวจ bone scan เมื่อพบว่าระดับ alkaline phosphatase สูง มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) หรือมีอาการปวดกระดูก
การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy)
ควรส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีรอยโรคภายในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ หากพบรอยโรค ควรให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ (Transurethral resection of bladder tumor; TURBT) เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินขอบเขตของโรคภายในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ อาจเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อตรวจเซลล์ในปัสสาวะ (urine cytology) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะได้
การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะแบบเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจ ได้แก่ การส่องกล้องด้วยแสงสีขาว การส่องกล้องด้วยแสงสีน้ำเงิน และการตรวจด้วย narrow band imaging
ปัจจุบัน การส่องกล้องด้วยแสงสีขาวถือเป็นมาตรฐานในการประเมินและประเมินระยะของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจหามะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดไม่ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ CIS พบว่าการส่องกล้องด้วยแสงสีน้ำเงินมีประสิทธิภาพในการตรวจพบรอยโรคมากกว่าการส่องกล้องด้วยแสงสีขาว
จากการศึกษาพบว่า การใช้ narrow band imaging ช่วยลดการกลับเป็นซ้ำของโรคที่ 1 ปีได้อย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำ และช่วยเพิ่มอัตราการตรวจพบรอยโรคชนิดแบน (flat lesions)
ท้ายที่สุด การวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิด papillary ต้องอาศัยการตรวจดูกระเพาะปัสสาวะด้วยการส่องกล้อง ร่วมกับการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อที่ตัดออกมา
Bladder Cancer_Diagnostics 2Photodynamic Diagnosis (Fluorescence Cystoscopy)
การวินิจฉัยด้วยโฟโตไดนามิก (photodynamic diagnosis; fluorescence cystoscopy) ทำโดยใช้แสงสีม่วงภายหลังการใส่ 5-aminolevulinic acid (ALA) หรือ hexaminolevulinic acid (HAL) เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ โดยอาจพิจารณาใช้วิธีนี้เพื่อประเมินว่ามีก้อนมะเร็งเกรดสูงระยะ T1 และมี CIS ร่วมด้วยหรือไม่ การตัดชิ้นเนื้อและการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกโดยใช้การตรวจด้วยแสงฟลูออเรสเซนซ์ (fluorescence-guided biopsy and resection) มีความไวในการตรวจพบก้อนมะเร็งมากกว่าวิธีมาตรฐานทั่วไป โดยเฉพาะ CIS อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยด้วยโฟโตไดนามิกมีความจำเพาะต่ำกว่าการส่องกล้องด้วยแสงสีขาว
